post

อยาก “วิ่ง” ให้เก่ง วิ่งให้เร็วแบบนักกรีฑา ต้องเริ่มต้นจากทักษะพื้นฐาน

การออกกำลังกายพื้นฐานซึ่งเรียกได้ว่าเป็นที่นิยมมากสำหรับคนไทยก็คือ การวิ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเมืองไทยเราเริ่มมีการพัฒนาการวิ่งออกไปให้นอกเหนือเรื่องของการกีฬาและการออกกำลังกาย โดยเริ่มผูกโยงการวิ่งให้เชื่อมกับเรื่องของการท่องเที่ยว จึงทำให้มีนักวิ่งมากมายจากต่างประเทศให้ความสนใจบินมาแข่งวิ่งในบ้านเราเยอะขึ้น เป็นการฉุดกระแสการวิ่งในบ้านเราให้ตื่นตัวมากขึ้นไปอีก จนทำให้ตอนนี้ใครหลายคนอยากจะพัฒนาการ “วิ่ง” ของตนเองให้ก้าวสู่การเป็นนักกรีฑาหรือนักไตรกีฬา เพราะการแข่งวิ่งนั้นแม้จะเป็นการวิ่งมาราธอนก็ตาม ในปัจจุบันไม่ได้แค่ต้องการความอึดอย่างเดียว ต้องการความเร็วเข้ามาช่วยด้วย ดังนั้น ทักษะพื้นฐานของนักกรีฑามืออาชีพจึงมีความสำคัญมาก มาดูกันดีกว่าว่าคุณควรจะฝึกทักษะอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ทักษะพื้นฐานของกรีฑาที่จะมาช่วยเสริมเรื่องการวิ่ง

ทักษะพื้นฐานของการวิ่งที่ดีไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอนที่เน้นวิ่งไกลหรือต้องการวิ่งสปีดเพื่อทำความเร็วก็ตาม จุดสำคัญที่สุดที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานที่นักวิ่งทุกคนต้องรู้ก็คือ ท่าทางการวิ่ง เป็นการจัดระเบียบร่างกายในการวิ่งนั่นเอง ซึ่งถ้าจัดระเบียบร่างกายดีก็จะช่วยให้วิ่งได้นานไม่บาดเจ็บและสามารถวิ่งได้เร็วขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องฝึกและปรับมีดังนี้

  1. เมื่อเริ่มต้นออกวิ่ง ให้ลองเริ่มปรับร่างกายโดยการวิ่งช้า ๆ ก่อน และปรับมุมร่างกายโดยโน้มไปข้างหน้าประมาณ 20 องศาจากเส้นตั้งฉาก
  2. ศีรษะพยายามวางให้ตรง ไม่ต้องก้มไปข้างหน้ามาก ทำมุมสบาย ๆ สายตามองไปข้างหน้าในระยะ 15 ฟุต อย่าก้มมองพื้นในระยะสั้น ๆ
  3. ในส่วนของเท้าให้ก้าวออกไปตรง ๆ ลองขยับเท้าไปช้า ๆ ก่อนเพื่อให้มั่นคง
  4. ในส่วนของไหล่ ให้คงที่ไว้ แต่ไม่ต้องเกร็ง การเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนนั้นให้เคลื่อนจากไหล่ ไม่สะบัดมือหรือแขน ให้ใช้วิธีการกระตุกศอกไปด้านหลังเบา ๆ ตามจังหวะการก้าวแทน
  5. ช่วงการก้าวเท้านั้น ให้ยาวไว้ก่อนและพยายามควบคุมให้ระยะก้าวสม่ำเสมอ
  6. หากวิ่งระยะสั้นต้องการทำความเร็วก็ให้วิ่งยกเข่าให้สูง

ทักษะเสริมสำหรับคนต้องการวิ่งแบบออกตัวเร็ว

สำหรับคนที่ต้องการฝึกวิ่งเร็วเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นนักกรีฑา ก็จะขอแนะนำเทคนิคพื้นฐานที่นักกีฬามืออาชีพใช้กัน ซึ่งจะเป็นเทคนิคที่ปรับไปตามลักษณะข้อจำกัดด้านสรีระของผู้เล่น จะมี 3 แบบดังนี้

  • Bunch Start – ใครที่เป็นนักวิ่งแต่ลักษณะรูปร่างค่อนข้างเตี้ย ขาไม่ได้ยาว ช่วงการจะออกตัววิ่งให้ใช้วิธีวางปลายเท้าหลังให้อยู่แนวเดียวกับส้นเท้าหน้า ปลายเท้าหน้าห่างจากเส้นเริ่มประมาณ 19 นิ้ว (ในช่วงแรกให้ลองวัดดูก่อน) ส่วนเท้าหลังให้ห่างจากเส้นเริ่มประมาณ 29 นิ้ว
  • Medium Start – สำหรับคนที่สูงปานกลาง รูปร่างทั่วไปตามมาตรฐาน ให้ใช้วิธีวางแนวเข่าเท้าหลังให้อยู่กึ่งกลางเท้าหน้า ปลายเท้าหน้าจากเส้นเริ่มประมาณ 15 นิ้ว และปลายเท้าหลังห่างเส้นเริ่มประมาณ 34 นิ้ว
  • Elongated Start – สำหรับคนที่สูงโย่ง ขายาว ให้เข่าเท้าหลังวางแนวอยู่ที่ช่วงส้นเท้าหน้า ปลายเท้าหน้าห่างจากเส้นเริ่มประมาณ 13 นิ้ว และปลายเท้าหลังห่างเส้นเริ่มประมาณ 14 นิ้ว

เหล่านี้เป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากนักกรีฑามืออาชีพ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะช่วยพัฒนาทักษะการวิ่งของใครหลาย ๆ คนให้ดีมากยิ่งขึ้น ลองนำไปปรับใช้ฝึกฝนกันดูเชื่อว่า การวิ่งของคุณจะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแน่นอน

post

“ลีลาศ” กีฬาอาจไม่ฮิตเท่าบอลแต่กลุ่มคนที่รักก็เหนียวแน่น

กีฬาลีลาศ อาจจะเรียกได้อีกอย่างว่าเป็นกีฬาเต้นรำ แม้จะไม่ได้ฮิตเหมือนกีฬาระดับโลกหลายชนิด ๆ แต่ก็นับว่ามีคนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยที่หลงใหลชื่นชอบ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็รักอย่างเหนียว และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาสู่การกีฬาชนิดนี้ได้เหมือนกัน ด้วยลีลาท้าวงท่าที่เยื้องกรายไปของคู่เต้นทำให้เกิดภาพศิลป์อันงดงามอีกหนึ่งรูปแบบ ซึ่งลีลาศนั้นจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเต้นรำไปตามจังหวะเพลง ให้เกิดความสนุกสนานและเกิดความงดงามเท่านั้น แต่ลีลาศได้แฝงคุณประโยชน์ไว้ในศิลปะการเต้นมากมายทีเดียว

ลีลาศการออกกำลังกายที่ได้เรื่องของกิจกรรมสังคมควบคู่

การเต้นรำแบบลีลาศใครคิดว่าไม่เหนื่อย นั่นแสดงว่าคุณยังไม่เคยทดลองเล่นลีลาศเลยสักครั้งแน่ ๆ สำหรับใครที่เคยลองและมีประสบการณ์มาแล้ว ทุกคนคงจะรู้ดีเลยว่าการเต้นรำแบบลีลาศเหนื่อยเอาการทีเดียว ใช้ร่างกายเยอะมากกว่าจะเต้นจนจบเพลงได้ ดังนั้น ลีลาศจึงเป็นหนึ่งกลวิธีการออกกำลังกายในแบบที่ทำให้เพลิดเพลินไปในตัว เป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างเสริมสุขภาพ และในขณะเดียวกันทุกลีลาท่วงท่าที่ก้าวไปหรือเต้นไปตามจังหวะนั้น จะเป็นการจัดการวางบุคลิกลักษณะร่างกายไปในตัว นั่นจึงเท่ากับว่าเป็นการช่วยเสริมสร้างบุคลิกและการจัดจัดระเบียบรูปร่างให้ดูสง่าไปในตัวอีกด้วย

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือ อย่างที่ทราบกันกีฬาลีลาศนั้นมีจุดเริ่มต้นที่งานหรือกิจกรรมสังคม นับเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินเวลาออกงานสังคมได้ และยังสร้างความโดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าวได้ด้วย ดังนั้น ใครที่เต้นลีลาศเป็นก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในตัวเองบางขึ้นเวลาออกงานสังคมต่าง ๆ เป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้ามไป

อดีตอันขมขื่นของกีฬาลีลาศ

ในวันนี้กีฬาลีลาศเป็นที่ยอมรับกันในระดับประเทศและระดับโลกแล้ว มีนักกีฬาของไทยเราก้าวเข้าไปสู่ระดับเอเชียแล้วก็มี แต่กว่ากีฬาลีลาศของไทยจะก้าวเข้ามาสู่ระดับความนิยมที่มีนักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้ ก็ต้องมีดราม่าฟันฝ่าอุปสรรคมาอย่างมากมาย เพราะในจุดเริ่มแรกก่อนที่จะมีการผลักดันให้ไทยเรามีองค์กรเกี่ยวกับกีฬาลีลาศ ก็ถูกตั้งแง่จากสังคมในหลายด้านว่า กีฬานี้เป็นงานกิจกรรมสังคมที่ไม่เป็นสาระ เป็นวัฒนธรรมของตะวันตกที่เรารับเขาเข้ามา ไม่เหมาะที่จะสนับสนุนเป็นกีฬา เพราะคิดว่าคงไม่มีนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเล่นหรือเข้ามาฝึกซ้อมให้ความสนใจ จนเริ่มมีการถกเถียงและผลักดัน ให้มีการจัดประเภทว่าลีลาศเป็นลักษณะของกิจกรรมนาฏศิลป์สากลและลองให้มีการนำไปเปิดสอนเป็นหลักสูตรในสถานศึกษา ซึ่งปรากฏว่าคนรุ่นใหม่กลับชื่นชอบและหลงใหลในกีฬาชนิดนี้ไม่น้อย นั่นจึงทำให้หลายฝ่ายมองว่าควรมีการผลักดันให้ไปสู่การเป็นกีฬาสากลกันเสียที นั่นจึงทำให้เรามีนักกีฬาลีลาศชาวไทยออกไปแข่งขันในระดับประเทศอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเอง

หากจะนับจำนวนนักกีฬาหรือผู้เล่นกีฬาลีลาศในเมืองไทย แน่นอนว่าคงมีจำนวนที่น้อยกว่าฟุตบอล บาสเกตบอล มวย หรือกีฬาอื่น ๆ อีกมาก แต่กีฬาชนิดนี้ก็ไม่ได้ด้อยในเรื่องความนิยมแต่อย่างใด เพราะคนที่หลงใหลและให้ความสำคัญกับกีฬานี้มีความเหนียวแน่นมาก คือ อายุในวงการยาวนานกว่ากีฬาอื่นมาก เพราะแม้จะไม่เป็นนักกีฬาแล้ว พวกเขาก็ยังคงสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังวงการนี้เรื่อยมา ซึ่งแตกต่างจากกีฬาชนิด ๆ อื่น ๆ มากเลยทีเดียว

post

ใครสนใจอยากลองเล่นกีฬาลีลาศ ลองมาทำความรู้จักกับขอบเขตพื้นฐานกัน

ในปัจจุบันเราได้ทราบกันแล้วว่าลีลาศถือเป็นกีฬาสากลประเภทหนึ่ง ซึ่งมีการจัดแข่งขันในระดับนานาชาติมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว ซึ่งในประเทศไทยเราเองก็มีคนกลุ่มหนึ่งให้ความสนใจ และมีเยาวชนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมาฝึกซ้อมและเป็นนักกีฬาลงแข่งขันในนามประเทศไทยด้วยเช่นกัน ถ้าคุณสนใจหรือต้องการส่งเสริมให้ลูกหลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกีฬาสากลนี้ เพื่อเสริมบุคลิกภาพรวมถึงปลูกฝังให้เยาวชนมีจิตใจเป็นนักกีฬา สิ่งที่ต้องทำอย่างแรกเลยก็คือ ต้องรู้จักขอบเขตหรือกฎกติกาพื้นฐานของการเล่นลีลาศกันก่อนว่า เขาแข่งขันกันอย่างไรบ้าง ไปเริ่มต้นกันเลย

ลีลาศประเภทบอลรูม

กีฬาลีลาศในระดับสากลนั้นได้มีการกำหนดมาตรฐานประเภทของการเล่นกีฬาลีลาศไว้ 2 ประเภท ประเภทแรกก็คือ Ballroom Dancing หรือลีลาศแบบบอลรูม การแข่งลีลาศประเภทนี้ จะเป็นการแข่งขันเต้นรำกับเพลงที่มีจังหวะออกแนวนุ่มนวลสุภาพสวยงาม ซึ่งบทเพลง จังหวะของดนตรีและลีลาของการเต้นรำนั้นจะเน้นไปที่ความสวยงามและความสง่างามของท่าทาง ผู้แข่งขันจะต้องโชว์ท่วงท่าที่ดูสง่า ผึ่งผายหรือสะท้อนความมีบุคลิกภาพที่ดีออกมา การเต้นรำในประเภทนี้ จะนิยมการลากเท้าเลียดไปพื้น ไม่ใช้การก้าวย่ำ เดิมทีแล้ว การเต้นรำในลักษณะนี้จะเป็นวัฒนธรรมของชางอังกฤษ หลายคนจึงมักเรียกประเภทบอลรูมนี้ว่า ลีลาศสไตล์อังกฤษ ซึ่งการแข่งมักจะใช้จังหวะดนตรีมาตรฐานอยู่ 5 จังหวะดังนี้

  1. จังหวะ Waltz
  2. จังหวะ Quick Waltz หรือ Viennese Waltz
  3. จังหวะ Tango
  4. จังหวะ Foxtrot
  5. จังหวะ Quick Step

ลีลาศประเภทลาตินอเมริกา

ลีลาศประเภทต่อมาที่ได้รับการรับรองและจัดว่าเป็นมาตรฐานของการแข่งขันลีลาศอีกประเภทก็คือ Latin American Dancing หรือลีลาศแบบลาตินอเมริกา ซึ่งประเภทนี้จะเป็นการแข่งขันเต้นในรูปแบบจังหวะสไตล์ลาตินที่ เน้นเรื่องของความเร็ว ความคล่องแคล่วของร่างกาย ซึ่งประเภทนี้จะใช้ร่างกายเยอะมากจะต้องเคลื่อนไหวหลายส่วน ตั้งแต่ส่วนคอ ไหล่ ไล่ไปยังสะโพก เข่า ข้อเท้า และเท้าที่จะต้องก้าวอย่างรวดเร็วและมั่นคง ซึ่งแบบนี้การก้าวเท้าในการเต้นจะเน้นในเรื่องการยกเท้าหรือยกเข่ามากขึ้น ซึ่งจังหวะที่ใช้ในการแข่งขันนั้นจะมีมากถึง 12 จังหวะดนตรี เช่น  Rock and Roll, Cha Cha Cha, Rumba, Beguine, Samba, Off – beat เป็นต้น นอกจากจังหวะดังที่กล่าวมานี้แล้ว ในปัจจุบันก็มีจังหวะเต้นรำใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ตามแนวทางการพัฒนาดนตรีตามยุคสมัยนิยม แต่แนวจังหวะดนตรีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่จัดว่าเป็นจังหวะของการลีลาศ เพราะยังได้รับความนิยมกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ยังไม่เป็นสากลทั่วไป จึงยังไม่นับว่าเป็นการเต้นแบบลีลาศ

นี่คือขอบเขตพื้นฐานของการเต้นหรือการแข่งขันลีลาศในปัจจุบัน ที่จะแบ่งการแข่งและมาตรฐานการเล่นออกเป็น 2 ประเภท ซึ่งสำหรับคนที่สนใจหรือต้องการให้เยาวชนมาลองเล่นดีก็ควรรู้จักในจุดนี้เพื่อส่งเสริมเยาวชนให้ไปเล่นได้ถูกประเภท อันจะช่วยให้นักกีฬามีแนวทางและทิศทางที่ถูกต้องมากขึ้นในการฝึกหัดนั่นเอง

post

ใครว่าลีลาศเป็นกีฬานอกกระแส แท้จริงกับเป็นกีฬาของชนชั้นนำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

สำหรับกีฬาลีลาศแล้ว แน่นอนว่าอาจจะเทียบความนิยมกับกีฬาฟุตบอล มวย เทนนิส หรือวอลเลย์บอลไม่ได้เลย แต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกีฬาลีลาศนั้นก็ไม่ได้ด้อยกว่าหลายชนิดกีฬาที่มีในประเทศไทยเลย และดีไม่ดีน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอลเลยด้วยซ้ำไป แล้วลีลาศมีความสำคัญขนาดไหนสำหรับประเทศไทย มาดูกันเลย

ลีลาศมีความสำคัญด้านสันถวไมตรีกับต่างชาติ

การเต้นลีลาศในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อใดแน่นั้นปัจจุบันก็ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันได้แน่ชัด แต่มีการสันนิษฐานกันว่า ลีลาศนั้นน่าจะเริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 3 และมาก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะมีบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหม่มแอนนา ถึงเรื่องนี้ไว้ประมาณว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นั้น มีความสนพระทัยในวัฒนธรรมของชาวตะวันตกและมีความสนพระทัยในเรื่องของการเต้นรำในแบบตะวันตกด้วย ครั้งหนึ่งพระองค์เคยถามแหม่มแอนนาถึงเรื่องนี้ และแหม่มแอนนาก็เลยได้อธิบายถึงเรื่องการเต้นรำแบบชาวยุโรป ว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของพระราชวงศ์ของอังกฤษ ขณะที่กล่าวถึงเรื่องนี้ แหม่มแอนนาก็ได้ทำท่าทางการเต้นรำให้พระองค์ดู ซึ่งพอรัชกาลที่ 4 ได้ทอดพระเนตรพระองค์ก็ทรงไม่แสดงอาการอะไร แต่พอแหม่มแอนนาแสดงท่าทางการเต้นรำในจังหวะวอลซ์เท่านั้น รัชกาลที่ 4 ถึงกับเอ่ยพระโอษฐ์ว่า แหม่มแอนนายังวางตำแหน่งแขนในการเต้นไม่ถูก ตำแหน่งนั้นยังใกล้เกินไป แหม่มแอนนาถึงกับประหลาดใจว่าพระองค์ทรงรู้วิธีการเต้นรำแบบชาวตะวันตกนี้ได้อย่างไร ซึ่งแหม่มแอนนาได้สันนิษฐานเอาว่า รัชกาลที่ 4 ทรงเรียนรู้ด้วยพระองค์เองจากตำรับตำราของฝรั่งตะวันตกทั้งนี้ก็เพื่อการเชื่อมสัมพันธไมตรีต่อชาวตะวันตกที่กำลังเข้ามาในประเทศไทยนั่นเอง

แม้ว่าในช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 การเต้นรำแบบลีลาศนั้นจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่สำหรับชนชั้นเจ้านาย ก็มักจะต้องได้รับการอบรมและเรียนรู้ด้วยกันแทบทุกคน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมสันถวไมตรีกับต่างชาติที่เข้ามาเป็นทูตเพื่อสานสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทย แต่พอมาในรัชกาลที่ 7 การเต้นรำแบบลีลาศก็เริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มบุคคลทั่วไปอย่างแพร่หลาย เพราะชนชั้นนำของสังคมให้ความสำคัญ

ลีลาศเกิดขึ้น ซบเซาและเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง

ในช่วงตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – 6 เป็นต้นมานั้น ยังไม่มีคำเรียกการเต้นรำโดยเฉพาะ จนหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไปแล้วจึงมีผู้คิดค้นบัญญัติศัพท์คำว่า “ลีลาศ” ขึ้นมาใช้ ช่วงตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – 6 การเต้นรำแบบลีลาศนี้ก็ถือได้ว่าได้รับความนิยมไม่น้อย และมีทีว่าจะกระจายไปสู่ผู้คนที่เป็นราษฎรมากขึ้น แต่ทว่าสังครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นช่วงรัชกาลที่ 6 ทำให้ลีลาศเงียบหายไป พอสงครามสงบลีลาศก็กลับมาได้รับความสนใจ แต่พอสงครามโลกครั้งที่ 2 มาอีกครั้งการเต้นรำแบบลีลาศก็ถูกลืมเลือนไปอีก กว่าจะกลับมาได้อีกครั้งก็กลายเป็นสิ่งที่เหลือเพียงคนกลุ่มเดียวที่ยังคงรักษาไว้ไปแล้ว

การเดินทางของกีฬาลีลาศนั้นมีความผูกพันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของไทย ที่สำคัญนี่เป็นหนึ่งชนิดของกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสูงในวงสังคมของไทยในช่วงสมัยหนึ่ง แม้ในตอนนั้นยังไม่ได้เป็นกีฬาเต็มตัวก็ตาม ปัจจุบันลีลาศกลายเป็นกีฬาสากลไปแล้ว และในตอนนี้เริ่มมีคนรุ่นใหม่กลับมาให้ความสนใจอีกครั้งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้กีฬาชนิดนี้กลับมาคืนชีพด้วยความสง่างามอีกครั้ง

post

เรียนรู้กฎกติกาพื้นฐานก่อนเล่นฟุตซอล

หากจะกล่าวกันตามจริงแล้ว ในระดับบุคคลทั่วไป ฟุตซอลนับเป็นกีฬายอดนิยมอย่างหนึ่งของคนไทย คนส่วนใหญ่เวลาไปรวมทีมเตะบอล ก็มักจะบอกว่าไปเตะฟุตบอล แต่จริง ๆ แล้วเวลาลงสนามจริงจะเป็นลักษณะของการเล่นฟุตซอล เพราะขนาดสนาม ขนาดของประตูรวมไปถึง จำนวนผู้เล่นในแต่ละฝั่งนั้นจะเป็นแบบฟุตซอล เพราะการจะเล่นเป็นแบบฟุตบอลเลยจริง ๆ นั้น สำหรับเมืองไทยเราแล้วมีข้อจำกัดหลายอย่างทั้งเรื่องของจำนวนสนามที่มีน้อย และมักไม่ค่อยเปิดให้บุคคลภายนอกใช้ อีกทั้งบางทีจำนวนผู้เล่นของแต่ละทีมก็อาจไม่ถึง 11 คน ฟุตซอลจึงตอบโจทย์คนไทยมากกว่า ทีนี้ถ้าคุณอยากจะเอาดีหรือเล่นฟุตซอลกันอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญนอกเหนือไปจากการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ แล้ว เรื่องกฎกติกาของฟุตซอลก็เป็นเรื่องที่จะต้องเรียนรู้เอาไว้ด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

กติกาฟุตซอลในเรื่องของสนามและอุปกรณ์

  • ขนาดของสนาม – หากเป็นฟุตซอลระดับสมัครเล่น แบบที่เล่นกันเองทั่วไป มาตรฐานของสนามจะวัดแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านความยาวกำหนดไว้อยู่ที่ต่ำสุด 25 เมตร และสูงสุดจะต้องไม่เกิน 42 เมตร ด้านความกว้าง กำหนดไว้อยู่ที่ต่ำสุด 15 เมตร และสูงสุดจะต้องไม่เกิน 25 เมตร กรณีที่เป็นสนามสำหรับแข่งขันของนักกีฬาอาชีพระดับสากล ด้านความยาวกำหนดไว้อยู่ที่ต่ำสุด 38 เมตร และสูงสุดจะต้องไม่เกิน 42 เมตร ด้านความกว้าง กำหนดไว้อยู่ที่ต่ำสุด 18 เมตร และสูงสุดจะต้องไม่เกิน 22 เมตร
  • Goals – ในส่วนของประตูนั้น ความห่างของเสาประตูทั้งสองเสาจะต้องห่างกัน 3 เมตร และสูงจากพื้น 2 เมตร
  • ลูกบอล – ในฟุตซอลกำหนดขนาดของลูกบอลที่ใช้เล่นมาตรฐานว่าเส้นรอบวงของลูกบอลต้องไม่ต่ำกว่า 62 เซนติเมตร และต้องไม่เกิน 64 เซนติเมตร น้ำหนักก่อนแข่งลูกบอลต้องมีน้ำหนักอยู่ประมาณ 400 กรัม และต้องไม่เกิน 440 กรัม ความดันลมของลูกบอลควรจะอยู่ที่ 0.4 – 0.6

กติกาฟุตซอลในเรื่องของผู้เล่น

  • จำนวนผู้เล่น – กติกาฟุตซอลมาตรฐานกำหนดให้ผู้เล่นแต่ละทีมต้องไม่เกิน 5 คน รวมผู้รักษาประตูแล้ว
  • การเปลี่ยนตัว – ฟุตซอลเป็นเกมเร็ว สนามเล็กกว่าจึงทำให้เกมมีการปะทะกันง่ายกว่า รวมถึงผู้เล่นต้องสปีดตัวเองตลอดด้วย จึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นบ่อย กติกาจึงอนุญาตให้แต่ละทีมมีผู้เล่นสำรองได้ถึง 7 คน แต่ต้องไม่เกิน 7  และสามารถที่จะเปลี่ยนตัวในเกมการแข่งขันได้ตลอดเวลา จะเปลี่ยนช่วงไหนของเกมก็ได้ แต่การจะให้ผู้เล่นใหม่เข้าไปเล่นในสนามได้ ผู้เล่นเก่าที่จะเปลี่ยนตัวออก จะต้องออกจากสนามโดยสมบูรณ์ก่อนเท่านั้น โดยเกมจะมีการหยุดเล่นเพื่อให้เปลี่ยนตัวได้สะดวกนั่นเอง

นี่คือกติกาพื้นฐานเบื้องต้นของกีฬาฟุตซอล ซึ่งเป็นกติกาหลัก ๆ ที่คนจะเล่นควรจะต้องรู้ไว้และปฏิบัติให้ถูก อย่างใครที่มีพื้นที่อยากจะเตรียมสนามฝึกซ้อมในการแข่งขันจะได้กำหนดพื้นขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมคร่าว ๆได้ หรือเรื่องของการเปลี่ยนตัวผู้เล่นจะได้มีการเบรกเกมได้เป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน กฎหลัก ๆ แบบนี้รู้ไว้ไม่เสียหาย และจะดีต่อการเล่นด้วย และหากคุณไม่ถนัดลงไปเล่นเอง จะเลือกเป็นกองเชียร์ก็ต้องรู้กติกาเช่นกัน จะได้ดูสนุกขึ้น และหากมีการวางเดิมพันก็อาจจะอาศัยช่องตรงกติกานี้แหละ ที่จะทำให้คุณได้เปรียบขึ้น

post

ไม่ว่าจะฝึกเล่นหรือจะเชียร์แบบแฟนตัวยง จะสนุกขึ้นแน่ถ้าคุณรู้กติกาวอลเลย์บอลเบื้องต้น

ต้องยอมรับเลยว่าประมาณ 4 – 5 ปีที่ผ่านมานี้กระแสความนิยมกีฬาวอลเลย์บอลของไทยเราเพิ่มขึ้นมา ทั้งนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับทีมนักตบสาวไทยชุดใหญ่ รวมถึงทีมโค้ชมากความสามารถที่ช่วยให้ส่งให้กีฬาวอลเลย์บอลของไทยไปไกลในระดับเอเชีย และยังได้รับการจัดอันดับโลกทีน่าพอใจ ซึ่งต้องบอกเลยว่าตลอดเวลาที่กีฬาชนิดนี้มีมาในประเทศไทย ไม่มียุคไหนที่จะ “ปัง” เท่ายุคนี้อีกแล้ว นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงในชุดปัจจุบันนี้สามารถสร้างกระแสความนิยมให้กับวอลเลย์บอลไทยได้มากจริง ๆ จนตอนนี้มีแฟนคลับมากมาย ใครที่ได้แรงบันดาลใจจากนักกีฬาเหล่านี้ รวมไปถึงต้องการเชียร์ทีมวอลเลย์บอลไทยให้สนุกขึ้นเวลาที่แข่งระดับนานาชาติ สิ่งสำคัญก็ควรจะต้องรู้กติกาพื้นฐาน เมื่อรู้กติกาก็จะฝึกเล่นได้ดี และดูได้อย่างเข้าใจมากขึ้น แล้วมีอะไรที่ต้องรู้บ้างไปดูกันเลย

กติกาวอลเลย์บอลส่วนของสนามและอุปกรณ์

วอลเลย์บอลแบบทีมใหญ่ที่ไม่ใช่วอลเลย์บอลชายหาด จะเล่นแบบอินดอร์กันอยู่แล้ว โดยมาตรฐานจะกำหนดขนาดสนามอยู่ที่ความกว้าง 9 เมตร และขนาดความยาวสนามอยู่ที่ 18 เมตร และจะต้องมีพื้นที่บริเวณรอบ ๆ สนามแข่งด้วย โดยพื้นที่โดยรอบจะต้องห่างจากส่วนที่ทำการแข่งขันประมาณ 2 เมตรเป็นอย่างน้อย และภายในสนามที่เป็นบริเวณแข่งขัน จะมีการตีเส้นแบ่งเขตพื้นที่เป็นส่วน ๆ ชัดเจน เช่น มีเส้น Zone lines ซึ่งแบ่งเขตที่จะทำการรุก เส้นเสิร์ฟ มีเขตสำหรับการเปลี่ยนตัว เป็นต้น ในส่วนของตาข่ายขนาดมาตรฐานจะอยู่ที่ความกว้าง  1 เมตรและยาว 9.5 เมตร ตาข่ายจะต้องขึงอยู่กึ่งกลางสนาม โดยความสูงของตาข่ายก็จะแตกต่างกันไประหว่างเพศชายกับหญิง ถ้าเป็นการแข่งของผู้ชายตาข่ายจะสูงห่างจากพื้น 2.43 เมตร ส่วนของนักกีฬาหญิงจะสูง 2.24 เมตร

ในส่วนของลูกวอลเลย์บอล กติกากำหนดให้ใช้ลูกบอลที่ด้านนอกทำด้วยหนังฟอก จะต้องมีเส้นรอบวงของลูกอยู่ที่ 6.5 – 6.7 เซนติเมตร น้ำหนักของลูกบอลควรจะอยู่ที่ 260 – 270 กรัมไม่เกินนี้

กติกาวอลเลย์บอลในส่วนของผู้เล่น

จำนวนผู้เล่นกติกาวอลเลย์บอลมาตรฐานกำหนดให้ผู้เล่นแต่ละทีมต้องไม่เกิน 6 คน รวมผู้เล่นอิสระ 1 คนด้วย โดยกติกาปัจจุบันกำหนดให้แต่ละทีมนอกจากจะมีผู้เล่นแล้ว จะต้องมีผู้ฝึกสอน 1 คน ผู้ช่วยโค้ช 1 คน และแพทย์ประจำทีม 1 คนอยู่ในสนามด้วย สำหรับการเปลี่ยนตัวเกมจะกำหนดให้เปลี่ยนตัวได้ต่อเซ็ตไม่เกิน 6 ครั้ง โดยผู้เล่นสำรองที่จะเปลี่ยนตัวเข้าไปต้องพร้อมมีการถือป้ายแจ้งหมายเลขที่อยู่บนเสื้อให้ชัดเจน และจะต้องยืนอยู่ในเขตเปลี่ยนตัวด้วย ไม่เช่นนั้น กรรมการจะไม่ให้สิทธิ์ทีมในการเปลี่ยนตัว

นี่คือกติกาพื้นฐานเบื้องต้นของวอลเลย์บอล อีกหนึ่งกีฬายอดฮิตในยุคหลังของคนไทย  กติกาหลัก ๆ พื้นฐานเหล่านี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ทั้งการฝึกเล่นและการดูการเชียร์มีความสนุกขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้ เชื่อว่าถ้ามีความรู้เบื้องต้นแบบนี้ไว้บ้างไม่ว่าจะเล่นหรือเชียร์ก็จะสนุกขึ้นอีกเป็นกองแน่นอน

post

ตะกร้อลอดห่วง กีฬาไทยสู่กีฬาสากลในอาเซียน

การเล่นกีฬาไม่ว่าจะเป็นแบบหมู่คณะเล่นเป็นทีม หรือเล่นแบบเดี่ยวก็ตาม ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น ประการแรกดีต่อสุขภาพร่างกายของผู้เล่น ประการต่อมาได้เพิ่มพูนทักษะการทำงานของร่างกายและสมอง ประการสุดท้ายยังได้เรื่องของความมีน้ำใจเป็นนักกีฬาและมิตรไมตรีจากผู้ที่ร่วมเล่นหรือคู่แข่งขันอีกด้วย ซึ่งหนึ่งชนิดกีฬาที่น่าสนใจเป็นกีฬาแบบไทย ๆ ที่ได้รับความสนใจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศก็คือ “ตะกร้อลอดห่วง” ปัจจุบันเป็นหนึ่งในกีฬาสากลที่มีแข่งในระดับซีเกมส์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการผลักดันให้ไปสู่ระดับเอเชียนเกมส์กันด้วย ลองมาทำความรู้จักกับกีฬายอมนิยมของไทยและอาเซียนชนิดนี้กันให้มากขึ้นกันดีกว่า

ตะกร้อลอดห่วงกับกติกาพื้นฐานเรื่องสนามและอุกรณ์

การเล่นตะกร้อลอดห่วงนั้น จะต้องอาศัยสนามในการเล่น และจะต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการเล่นด้วย ซึ่งหลัก ๆ แล้วที่เราต้องรู้ในเรื่องกติกาการเล่นจะมีอยู่ 3 ประการคือ

  1. สนามที่ใช้ในการเล่นตะกร้อลอดห่วง – ถ้าเป็นการเล่นในระดับสากลแล้ว ไม่ได้จำกัดว่าจะเล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แต่พื้นสนามจะต้องเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ โดยพื้นที่กำหนดให้จะต้องมีรัศมีวงกลมอยู่ที่ 4  เมตรและความกว้างของเส้นวงกลมจะอยู่ที่ 4 เซนติเมตร
  2. ห่วงชัย – ถ้าเทียบกับฟุตบอลแล้ว ห่วงชัยก็คือประตูที่จะต้องยิงลูกเข้าไปนั่นเอง โดยในตะกร้อลอดห่วงกำหนดเกณฑ์ไว้ว่า จะใช้ 3 ห่วงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ทั้ง 3 ห่วงต้องมีการเชื่อมเข้าหากัน และจะต้องมีถุงตาข่าย ซึ่งห่วงชัยนี้จะต้องแขวนอยู่ที่กลางสนามแข่งขัน โดยสูงจากพื้นขึ้นมา 4.75  เมตรสำหรับการแข่งขันของผู้ชาย และ 4.50  เมตร สำหรับการแข่งขันของผู้หญิง
  3. ลูกตะกร้อ – จะใช้ลูกหวายหรือลูกใยสังเคราะห์ก็ได้ แต่กรณีที่เป็นลูกใยสังเคราะห์จะต้องเป็นชนิดที่มีรู 12 รู และ 20 จุดที่ตัดไขว้กัน

กติกาในส่วนของผู้เล่น

ตะกร้อลอดห่วงที่เล่นแข่งขันกันเป็นกีฬาแบบสากลนั้น จะกำหนดให้เล่นเป็นทีม โดย 1 ทีมจะต้องมีผู้เล่นจริง 5 คน และผู้เล่นสำรอง 1 คน การเปลี่ยนตัวผู้เล่นนั้น สามารถเปลี่ยนระหว่างเกมได้ ส่วนการนับแต้มคะแนนว่าใครทำคะแนนได้เท่าไหร่ ก็จะเป็นการนับคะแนนต่อจากผู้ที่ถูกเปลี่ยนออก ส่วนตัวผู้เล่นก็จะต้องสวมชุดสำหรับการเล่นตะกร้อคือ มีเสื้อยืด จะคอปกหรือคอกลมก็ได้ และที่ด้านหน้าและด้านหลังของเสื้อจะต้องมีเลขกำกับ เพื่อใช้เป็นหมายเลขประจำตัว สวมกางเกงขาสั้น สวมถุงเท้า รองเท้าผ้าใบพื้นยางไม่มีส้น และในการแข่งขันจริง ทีมแต่ละทีมที่จะลงแข่งกันจะต้องใส่เสื้อสีไม่เหมือนกันด้วย เพื่อให้เกิดความแตกต่าง และง่ายต่อการต่อการตัดสินนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ก็คือกฎกติกาพื้นฐานของตะกร้อลอดห่วง หนึ่งในกีฬาพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในท้องถิ่นของไทย และได้รับความนิยมในระดับภูมิภาคด้วย ซึ่งการได้เข้าไปเป็นหนึ่งในชนิดกีฬาในระดับซีเกมส์ก็คงเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่ากีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขนาดไหน ใครสนใจก็ลองศึกษากติกาพื้นฐานเหล่านี้และลองฝึกเล่นดู แล้วคุณจะรู้ว่าเล่นแล้วก็เพลินไม่น้อยเลย

post

กีฬาอะไรที่ตัวเล็ก…..แต่ใจใหญ่ ตัวใหญ่ๆ…..อาจล้มดัง

เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับกีฬาพื้นบ้านไทยเรา ที่ทุกการแข่งขันแต่ละที่ แต่ละรายการนั้นจัดขึ้นจะต้องมีกีฬาชนิดนี้อยู่ด้วย นั่นก็คือกีฬา “ ชักกะเย่อ ” เป็นกีฬาไทยพื้นบ้านที่มีมาช้านาน เพราะทุก ๆ กิจกรรมการแข่งขันกีฬาท้องถิ่น กิจกรรมประจำปี ประเพณีกีฬาต่าง ๆ ที่ได้ถือเอากีฬาชักกะเย่อนั้นเข้ามาแข่งขัน เป็นกีฬาที่เน้นการใช้แรงเพื่อแข่งขันกับคู่ต่อสู้อีกฝั่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ ลักษณะของการแข่งขันนั้นก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เป็นการแข่งขันที่ตัดสินได้ทันที และชัดเจนแม่นยำ จากการประลองฝีมือของผู้เล่นทั้งสองทีมนั่นเอง

เข้าที่….ระวัง…….. ปี๊ดดดดดดดดด สิ้นเสียงสัญณาณนกหวีดกรรมการแล้วนั้นจะบังเกิดแต่ความครึกครื้นสนุกสนานไปกับการลุ้น ทั้งกองเชียร์และผู้เล่นเอง โดยเฉพาะกองเชียร์ที่เป็นแรงกำลังสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ โดยในการแข่งขันแต่ละครั้งจะมีผู้เล่นอยู่ด้วยกัน 2 ทีม ทีม ละ 8 คน โดยแบ่งออกเป็นสองฝั่งหลังเส้นที่กรรมการกำหนด อุปกรณ์ในการเล่นคือ เชือกขนาดใหญ่และยาวประมาณ 30 กว่าเซนติเมตรได้ จำนวน 1 เส้นมีเชือกทำสัญลักษณ์ตรงกลาง และถัดจากตรงกลางกับมีเส้นพื้นที่สีแดงของแต่ละฝั่งที่ห่างจากจุดศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร เพราะกติกาที่ว่า ให้ทั้งสองทีมดึงเชือกเส้นเดียวกัน หากเส้นสีแดงของทีมไหนมาถึงจุดตรงกลางที่กรรมการยืนก่อนทีมนั้นเป็นผู้แพ้ และทำการแข่งขันแต่ละคู่ จะแข่งจำนวน 3 ครั้ง ตัดสินจำนวนครั้งที่ชนะ ทั้งนี้กีฬาชักกะเย่อนี้หากมีหลายทีมก็จะทำการจับฉลากและแบ่งสายคัดเลือกเพื่อเข้ารอบลึก ๆ เพื่อหาผู้ชนะ ที่การแข่งขันรายการนี้ด้วยวิธีนับครั้งหรือนับคะแนนก็ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของแต่ละที่ที่จะกำหนดให้เกิดความเหมาะสม

ใช่ว่าคนตัวเล็กจะแรงน้อย กว่าคนตัวใหญ่เสมอไป พริกขี้หนูยังเผ็ดกว่าพริกหวานลูกใหญ่จริงไหมทุกคน ?

อะไรคือเทคนิคในการเล่นกีฬาประเภทนี้ ที่จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่งขัน นอกจากรูปร่างสรีระแล้วสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งอันเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันชักกะเย่อ คือ จังหวะ บอกได้เลยว่า เป็นกีฬาที่ต้องคล้ายกับว่ามีหัวใจเป็นศิลปินเพราะ จังหวะมีผลอย่างไรต่อการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ ต่อให้คู่แข่งขันจะเก่ง ตัวใหญ่ แรงเยอะขนาดไหน ก็ประมาทจังหวะที่แม่น และหึกเหิมของทีมตัวเองได้ จากกิจกรรมการแข่งขันที่ผ่านมาทีมที่ได้เปรียบคือทีมที่มีจังหวะในการดึงที่สม่ำเสมอ รวมพลังเปล่งเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน อย่างไม่ขาดจังหวะ การก้าวขา การดึงมือ ที่ใช้จังหวะในการช่วยเปลี่ยนนั้นทำให้เปรียบประหนึ่งว่าแรงดึงของทีมมีแรงเดียวและเป็นแรงที่รวมกันหลาย ๆ แรงกระชากครั้งเดียวด้วยพละกำลังมหาศาล แปลว่าสามารถเอาชนะแรงแรง ๆ น้อย ๆ ที่ประปรายอยู่ในทีม ไม่พร้อมเพรียงกัน เกิดจากการขาดการนับจังหวะนั่นเอง ทำให้มีที่มาว่าทำไมหลาย ๆ ทีมที่มีผู้แข่งขันรูปร่างใหญ่แต่แพ้ทีมที่รูปร่างน้อยกว่า นั่นเป็นเพราะขาดจังหวะในหัวใจนั่นเอง

post

ฟุตบอลไทย เล่นอย่างไรให้ไปบอลโลก ??

“ ฟุตบอล ” ถือเป็นกีฬาที่มีความนิยมมากที่สุดในสังคมไทยที่ปัจจุบันมีการเล่นและใช้ในการแข่งขันอย่างแพร่หลาย ด้วยประโยชน์ของกีฬาประเภทนี้แล้วสามารถนำไปใช้ในการตอบโจทย์สำหรับสังคมไทยไม่ว่าจะใช้ในเรื่องของการเสริมสร้างสุขภาพ สร้างสัมพันธภาพอันดีงาม หรือการแข่งขันเพื่อชัยชนะและศักดิ์ศรี ประเทศไทยได้มีทีมนักกีฬาฟุตบอลที่มีผู้เล่นมากความสามารถ และได้รับคัดเลือกเพื่อเป็นตัวแทนของประเทศชาติในการแข่งขันกีฬาทั้งระดับชาติ ระดับทวีป ระดับโลก ซึ่งรายการแข่งขันแต่ละรายการก็มีความยากง่ายที่แตกต่างกันไป ทำให้วงการฟุตบอลของไทยนั้นมีการจัดตั้งสมาคม ชมรม และกลุ่มผู้ที่สนใจในการเล่นกีฬานี้มาเป็นจำนวนมากและแพร่หลายในปัจจุบัน

ปัจจุบัน กระแสของการเล่นกีฬาประเภทนี้ก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีกระแสที่ให้ความสนใจทีมฟุตบอลต่างชาติที่มีบทบาทต่อวงการฟุตบอลในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นทีมเก่ง ๆ ที่สามารถคว้าแชมป์โลก โดยศึกการแข่งขันที่พูดได้ว่าเป็นเกมส์กีฬาแข่งขันที่ดุเดือดและสนุกสนาน ทำให้เป็นแรงจูงใจและเกิดความสนใจในกีฬาประเภทนี้ หากพูดถึงกีฬาฟุตบอลในประเทศไทยก็ยังคงมีการคัดเลือกเพื่อให้สามารถค้นหานักกีฬาที่มีความสามารถทั้งตัวผู้เล่นและผู้ดูแลทีม ที่จะต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัดว่าการกำหนดรูปแบบของทีมครั้งนี้นั้นเพื่อนำมาซึ่งชัยชนะ และสามารถใช้ความสามารถเพื่อเทียบฝีมือให้ใกล้เคียงกับทีมที่มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุด เป็นธรรมดาที่การคัดเลือกตัวนักกีฬานั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งหากขาดปัจจัยสำคัญใดปัจจัยหนึ่งแล้วไม่สามารถทำให้ทีมนั้นคว้าชัยชนะมาได้ก็จำเป็นต้องวางแผนและจัดการให้เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ แน่นอนว่าปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นทำให้ง่ายต่อการรับรู้ พัฒนาศักยภาพ และเป็นแนวทางให้กับวงการฟุตบอลในปัจจุบัน ทั้งเรื่องของทักษะเทคนิคพิเศษต่าง ๆ รูปแบบการเล่นที่สามารถเอาตัวอย่างหรือกรณีศึกษาจากทีมฟุตบอลอื่น ๆ หรือแนวคิด การวิเคราะห์ การวิจารณ์กีฬาฟุตบอลของแต่ละทีมมาเปรียบเทียบกัน ก็จะสามารถหาช่องทางหรือแนวทางที่จะวางรูปแบบการเล่นหรือทิศทางการควบคุมทีมได้ ทั้งนี้สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้อย่างง่ายจากสื่อในยุคปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายเป็นปกติกับการที่มีสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทต่อการรับรู้ คิดวิเคราะห์ของผู้คนที่มีความสนใจในวงการฟุตบอลไทย โดยมีผู้คนที่สนใจจำนวนไม่น้อยเลยในการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ต่างความคิด ต่างมุมมอง ต่างความเห็น เกิดการเปรียบเทียบกันระหว่างทีมต่าง ๆ นานา ที่มีความสามารถที่แตกต่างกัน รูปแบบการบริหารทีมที่แตกต่างกัน ศักยภาพของผู้เล่น ทีม ความเป็นไปได้และโอกาสที่แตกต่างกันรวมไปถึงความสามารถในด้านอื่นๆที่มีผลกระทบโดยตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาทีมฟุตบอล

ฉะนั้นหากกล่าวถึงวงการฟุตบอลทีมชาติไทยที่มีความแตกต่างจากทีมอื่น ๆ นั้น ก็ย่อมมีทั้งข้อได้เปรียบเสียเปรียบ โอกาสที่จะสามารถเข้าไปสู่รอบลึก ๆ ในหลาย ๆ รายการนั้นก็มีอยู่ไม่น้อยเลย หากมองแบบเกิดการเปรียบเทียบว่าฟุตบอลไทยมีข้อดีและข้อเสียอะไร แล้วเอามาวิเคราะห์ปรับเปลี่ยนวางแผนเสียใหม่ แม้กระทั่งการเปิดรับมุมมองของการแนะนำเทคนิคที่แตกต่างจากการบริหารของโค้ชหรือผู้ดูแลทีมแล้ว แม้กระทั่งความสนใจของผู้ชมที่ติดตามกันอย่างแพร่หลายและกว้างขวางนั้นนั้น สามารถเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเป็นคนให้ข้อมูลสำคัญในการที่จะนำมาปรับใช้ หรือที่เรียกว่า การใช้สังคมในการพัฒนารูปแบบการเล่นประกอบการวางแผนอย่างชาญฉลาดและรู้เท่าถึงสถานการณ์ ก็อาจทำให้ได้เปรียบในด้านแนวทางความคิดจากกระแส “ มุมมองของสังคม ” ที่มีอยู่มากมายและหลากหลายที่หลั่งใหลเข้ามาให้ความสนใจนั้น  สามารถนำและหยิบยกเอามาเป็นแนวทางได้ ถือว่าเป็นสิ่งที่เรียกว่าการใช้กระแสสื่อสังคมในการบริหารร่วมเป็นการใช้ประโยชน์จากแนวคิดของบุคคลที่เป็นสาธารณะร่วมกัน ไม่แน่ว่าการปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือใช้มุมมองหลาย ๆ ด้านร่วมกันอาจสร้างความเป็นไปได้ให้กับวงการฟุตบอลของไทยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

post

โอลิมปิกเกมส์…ความฝันที่ยังต้องรอต่อไปสำหรับวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

เป็นอีกครั้งที่นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยต้องอกหักตกรอบคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ หลังพ่ายให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ไปแบบขาดลอย 3-0 เซต พลาดตั๋วใบสุดท้ายของทวีปเอเชียสู่โตเกียวเกม 2020 ตามเพื่อนร่วมทวีปอย่างจีนและญี่ปุ่นที่ผ่านเข้ารอบไปรออยู่ก่อนแล้ว หมดโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่โอลิมเกมเป็นครั้งแรกของนักตบสาวไทย

โอลิมปิกเกมส์ ถือเป็นมหกรรมกีฬาที่นักกีฬาทั่วโลกปรารถนาจะมีส่วนร่วมสักครั้งในชีวิต แถมยังเต็มไปด้วยการถ่ายทอดสดพร้อมรายงานผลผ่านเว็บไซต์อย่าง VWIN ตลอดการแข่งขันอีกด้วย โดยประเทศไทยส่งนักกีฬาทีมชาติเข้าร่วมการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1952 ที่ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งที่ผ่านมามีนักกีฬาผ่านรอบคัดเลือกเข้าร่วมชิงชัยได้ถึง 21 ชนิดกีฬา แต่กีฬาที่เป็นความหวังเหรียญรางวัลของชาวไทยทั้งในซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์อย่าง “วอลเลย์บอลหญิง” กลับไม่เคยมีส่วนร่วมกับโอลิมปิกเกมส์เลยสักครั้ง โดยโอกาสใกล้เคียงที่สุดของนักตบลูกยางสาวไทยเกิดขึ้นในโอลิมปิกเกมส์ 2016 รอบคัดเลือกระดับโลก ซึ่งครั้งนั้นพวกเธอทำผลงานชนะ 4 แพ้ 3 เท่ากับทีมชาติเกาหลีใต้ แต่จำนวนเซตที่เสียเป็นรองจึงต้องเป็นฝ่ายตกรอบไป

มาในโอลิมปิกเกมส์ 2020 นี้ โอกาสผ่านเข้ารอบของสาวไทยดูจะเปิดกว้างมากกว่าทุกปี เนื่องจากคู่แข่งอย่างทีมชาติญี่ปุ่นได้สิทธิเข้ารอบอัตโนมัติในฐานะเจ้าภาพ ทำให้ไทยเหลือคู่แข่งคนสำคัญเพียงแค่ทีมชาติจีนและทีมชาติเกาหลีใต้เท่านั้น แถมยังมีการเปลี่ยนการคัดเลือกใหม่ด้วยการเพิ่มรอบคัดเลือกระดับทวีปเอเชียขึ้นมา ทำให้ทีมชาติไทยได้โอกาสลงแข่งรอบคัดเลือกถึง 2 ครั้ง น่าเสียดายที่ในรอบคัดเลือกระดับโลก ไทยถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับทีมชาติเซอร์เบีย มือวางอันดับ 1 ของโลก ซึ่งคว้าแชมป์กลุ่มและเข้ารอบไป จนต้องไปลุ้นให้คู่แข่งร่วมทวีปอย่างจีนและเกาหลีใต้คว้าแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ เพื่อเป็นการตัดคู่แข่งสำคัญในการแข่งขันรอบคัดเลือกระดับทวีปเอเชีย ผลปรากฏว่าเบอร์ 2 ของโลกอย่างทีมชาติจีนคว้าแชมป์กลุ่มตามความคาดหมาย ในขณะที่ทีมชาติเกาหลีใต้พ่ายให้กับทีมชาติรัสเซียในนัดตัดสินแชมป์กลุ่ม จนต้องมาลุ้นตั๋วใบสุดท้ายกับทีมชาติไทยและสาวแดนโสมก็ทำได้สำเร็จในที่สุด

ความพ่ายแพ้ของนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยครั้งนี้ไม่ใช่ว่าพวกเธอเล่นไม่ดี แต่ต้องยอมรับว่าทีมชาติเกาหลีใต้มาด้วยฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่ามาก ทั้งในเรื่องการเสิร์ฟ, การบล็อก และจังหวะเข้าทำคะแนน โดยเฉพาะการตบทำคะแนนของคิม ยอน คยอง กัปตันทีมที่มีความสูงถึง 192 เซนติเมตร ทำให้สามารถตบผ่านบล็อกสาวไทยได้ตลอดทั้งเกม

แม้จะพบกับความพ่ายแพ้ แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์อันดีสำหรับนักวอลเล่ย์บอลสาวชุดนี้ที่มีดาวรุ่งอยู่ในทีมหลายคน ทั้งพิมพิชยา ก๊กรัมย์, ชัชชุอร โมกศรี และฑิชากร บุญเลิศ ที่พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิมพิชยา ที่สามารถตบทำคะแนนในนัดนี้ได้เป็นกอบเป็นกำ โดยหากพวกเธอสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ และยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง อีก 4 ปีข้างหน้าในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ณ กรุงปารีส ก็อาจเป็นโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกของนักตบสาวไทยก็เป็นได้