post

จุดกำเนิดของการวิ่งมาราธอน

กิจกรรมการออกกำลังกายในที่แจ้ง แบบไร้อุปกรณ์ตัวช่วยใด ๆ แต่มีความชิวสบาย นั่นคือการวิ่งนั่นเอง ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก แค่เตรียมกำลังใจและความพร้อมของร่างกายเท่านั้นเอง แต่สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงการวิ่งมาราธอน ซึ่งเป็นการวิ่งที่ไม่ได้เน้นความเร็ว แต่โฟกัสที่ระยะทาง และความอึดของร่างกายเท่านั้น เอาละถ้าพร้อมแล้วเรามาดูประวัติของกีฬาวิ่งมาราธอน กับการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการวิ่งระยะไกลกันเลย

จุดกำเนิดของกีฬาวิ่งมาราธอน

ที่มาของการวิ่งมาราธอนนี้ก็คือ การยกย่องชาวเอเธนส์เมื่อครั้งสู้รบกับชาวเปอร์เซีย ที่ต้องการจะยึดครองยุโรป และจัดกำลังทหารกองพลที่เมืองมาราธอน แต่ด้วยชาวกรีกมีความชำนาญในพื้นที่มากกว่า จึงได้เปรียบและต่อสู้รบชนะชาวเปอร์เซียได้ Pheidippides (ฟีดิปปิเดซ) ทหารชาวกรีก ได้รับมอบหมายให้ส่งข่าวการรบชนะไปยังเอเดนส์ เขาวิ่งตลอดทาง และด้วยความเหนื่อยล้าจากการรบ กับระยะทางที่ไกลตลอด 40 กิโลเมตร ร่างกายจึงช็อคและก่อนที่จะเสียชีวิต เขาก็ได้ตะโกนออกมาว่า “ชัยชนะ” เมื่อถึงหน้าเมืองเอเธนส์พอดี

จากนั้นต่อมา ก็ได้มีการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนครั้งแรกของโลกในกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1896 ที่เมืองเอเธนส์ โดยใช้ระยะทางเดิมจากเมืองมาราธอนมายังเมืองเอเธนส์ ที่ฟิดิปปิเดซส่งสารในครั้งนั้น เพื่อเป็นระลึกถึงชัยชนะและคุณงามความดีของผู้ส่งสาร

เตรียมความพร้อมก่อนวิ่งมาราธอน

1. เตรียมร่างกายให้คุ้นชินก่อน เพราะการวิ่งมาราธอนเป็นการวิ่งในระยะไกล สำหรับมือใหม่นักวิ่ง จะต้องมีการซ้อมเพิ่มระยะในทุกวันก่อนที่จะลงสนามจริง เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บในร่างกายระหว่างการวิ่งและหายใจหอบถี่ได้

2. ยืดกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ ให้เส้นผ่อนคลาย เตรียมพร้อมความฟิตในการวิ่งทุกครั้ง เสมือนเป็นการวอร์มให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น และช่วยลดอาการบาดเจ็บของร่างกายและช่วยให้สมรรถนะในการวิ่งดีขึ้นอีกด้วย

3. เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย เพื่อให้มีความทนทาน ไม่เมื่อยล้าเร็ว ด้วยการออกกำลังกายง่าย ๆ อย่างเช่น การวิดพื้น การเล่นเวท ต่อยมวย ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน

4. เพิ่มระยะการวิ่งอย่างเป็นสเต็ป จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งระยะใด นักวิ่งควรจะเพิ่มระยะการวิ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรเกิน 10% ต่อสัปดาห์

5. การพักผ่อนให้เพียงพอ ควรพักผ่อนให้เต็มที่ในแต่ละวัน และผ่อนคลายกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การไปเที่ยว จัดสวน ทำอาหาร งานอดิเรกที่ชอบ เพื่อลดความกดดันจากการฝึกซ้อมวิ่งหนัก ๆ ให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ไม่งั้นจะพาลเสียสุขภาพจิตได้ง่าย

นอกจากนี้ก่อนการลงสนามวิ่งมาราธอนจริง ควรจะให้ร่างกายได้พักก่อนหนึ่งวัน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง  เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูอย่างเต็มที่ และให้กล้ามเนื้อได้พัก สำหรับการเตรียมพร้อมในวันพรุ่งนี้ จะได้วิ่งมาราธอนอย่างสบาย และไม่เกิดอาการเจ็บปวดในร่างกาย เสร็จจากภารกิจนี้ ได้สุขภาพที่ดีกลับมาด้วยนะ

post

มารู้จักกีฬาตีลูกโต้ กับปิงปองกีฬาที่คนไทยนิยมเล่นกัน

กีฬาปิงปอง เป็นกีฬาที่ต้องใช้ไหวพริบและความคล่องแคล่วของร่างกายเพื่อรับ-ส่งลูกระหว่างผู้เล่นด้วยกันเอง และเป็นกีฬาที่ให้ความสนุกสนานในหมู่คณะ เป็นที่นิยมในสากล จนกลายเป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้แข่งขันในระดับโลก ถือว่าเป็นกีฬาที่มีความยากระดับหนึ่ง ที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต้องตีลูกโต้กัน ข้ามตาข่ายและให้ลูกตกบนพื้นโต๊ะเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น วันนี้เรามาดูประวัติที่มาและวิธีการเล่นของกีฬาชนิดนี้กันเพื่อให้ได้เข้าใจและรู้จักปิงปองกันมากขึ้น

ประวัติกีฬาปิงปอง

ตามข้อมูลที่มาของกีฬาประเภทนี้ เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1890 เริ่มแรกอุปกรณ์ที่ใช้เล่นในครั้งนั้น จะเป็นไม้ตีที่หุ้มด้วยหนังสัตว์ ส่วนลูกที่ใช้ตีจะเป็นลูกเซลลูลอยด์ (มีลักษณะเป็นของแข็ง ติดไฟง่ายมาก) เวลาที่ตีลูกกระทบพื้นแล้วจะดัง “ปิ๊กป๊อก” เลยเป็นที่มาของชื่อกีฬา “ปิงปอง” ต่อมาจึงเริ่มวิวัฒนาการเปลี่ยนมาเป็นแผ่นไม้อย่างปัจจุบัน และเริ่มแพร่หลายในโซนยุโรปก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เอเชีย

มาตรฐานของอุปกรณ์กีฬาปิงปองคือ

ส่วนแรกในเรื่องของโต๊ะ กำหนดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะต้องมีความกว้าง 1.525 เมตร (5 ฟุต) ความยาว 2.74 เมตร (9 ฟุต) และความสูงจะต้องได้ระดับอยู่ที่ 76 เซนติเมตร (2 ฟุต 6 นิ้ว) โดยวัดจากพื้นที่ตั้งจนถึงพื้นผิวของโต๊ะ

 ในเรื่องของตาข่าย จะต้องขึงตึง มีความสูงจากพื้นผิวโต๊ะ 15.25 เซนติเมตร (6 นิ้ว) ส่วนลูกปิงปองจะต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเบาเพียง 2.7 กรัม สำหรับการแข่งขันมาตรฐานสากล การแข่งขันจะใช้ตาข่ายและลูกปิงปองที่มียี่ห้อที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เทเบิลเทนิสนานาชาติ (ITTF) เท่านั้น และมีการระบุสีของลูกปิงปองที่ใช้ในการแข่งขันทุกครั้งด้วย

วิธีการเล่นกีฬาปิงปองหรือเทเบิลเทนนิส

1. ในการส่งลูก โยนลูกจากฝ่ามือขึ้นกลางอากาศ สูงไม่น้อยกว่า 16 เซนติเมตร

2. ในการรับลูก เมื่อลูกถูกส่งมาข้ามตาข่าย ลูกจะต้องตกถึงพื้นโต๊ะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจึงรีบตีโต้กลับให้ข้ามตาข่ายไปยังฝั่งตรงข้าม

3. กรณีการเสียคะแนนหรือต้องมีการเสิร์ฟลูกใหม่คือ การตีโต้กลับติดตาข่ายและการตีลูกไม่ตกถึงพื้นฝ่ายตรงข้าม

4. การนับคะแนน หากผู้เล่นฝ่ายใดทำผิดกติกาจะเสียคะแนนทันที และผู้เล่นที่ทำคะแนนได้ถึง 11 คะแนนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ เว้นแต่ว่าจะทำคะแนน 10 คะแนนเท่ากันจะต้องเล่นต่อไปจนกว่าจะมีผู้เล่นฝ่ายใดทำแต้มได้ถึง 11 คะแนน

5. การแข่งขันจะมีสองประเภทคือ ประเภทเดี่ยวและประเภทคู่

ทั้งนี้กีฬาปิงปอง จะต้องรับได้การฝึกฝนจนชำนาญ เพราะต้องมีทักษะทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น สายตาที่โฟกัสลูกปิงปองและการจับไม้ตีของลูกฝ่ายตรงข้ามว่าจะโต้มาลักษณะใด จึงจะโต้รับได้ถูกต้อง รวมไปถึงสมองที่ต้องไว เพราะต้องคิดวางแผนอย่างรวดเร็ว เพื่อเอาชนะอย่างฉับพลัน และในส่วนของข้อมือจะต้องมีความแข็งแรง เพราะต้องใช้ทักษะการหมุนข้อมือเพื่อให้ลูกหมุนเร็วมากยิ่งขึ้น

post

ปั่นจักรยาน กีฬาสุดโปรดของคนรุ่นใหม่

จากพาหนะที่ไม่ใช้มอเตอร์หรือเครื่องยนต์ที่ช่วยเป็นทุ่นแรงในการเคลื่อนที่ จักรยานที่เราต่างคุ้นเคยกันและใช้เป็นพาหนะสมัยเด็ก ๆ สู่ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่กีฬาระดับโลก ที่มีนักปั่นจักรยานชาวไทยได้ร่วมแข่งขันและคว้าเหรียญทองในรอบเอเชียนเกมส์กันมาแล้ว ครั้งที่ 30 เมื่อปี พ.ศ 2561 ที่ผ่านมา และยังเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็นิยมหันมาปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น วันนี้เราจะนำเกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาปั่นจักรยานมานำเสนอ เป็นความรู้ประดับสมอง ดูสมาร์ทขึ้น

จุดเริ่มต้นของกีฬาปั่นจักรยาน

กีฬาปั่นจักรยานได้เริ่มต้นขึ้นที่เมืองรูออง ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1834 ที่ได้มีการจัดแข่งขันการปั่นจักรยาน และแชมป์คนแรกในครั้งนั้น คือ เจมส์ มัวร์ (James Moore) นักปั่นชาวอังกฤษ และต่อมาในปี ค.ศ. 1900 ก็ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์จักรยานนานาชาติ หรือ U.C.I. (Union Cycling International) หรือชื่อภาษาฝรั่งเศส Union Cycliste Internationale โดยฝรั่งเศสเป็นประธานสหพันธ์รายแรก ณ ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1900 (พ.ศ. 2443)

กีฬาปั่นจักรยานได้ถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1951 และต่อมาในปี ค.ศ. หรือ พ.ศ. 2502 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้ประเทศไทยจึงได้ก่อตั้งสมาคมจักรยานขึ้น เนื่องจากการจะจัดการแข่งขันกีฬาจักรยานได้นั้น จะต้องเป็นสมาชิกองค์กรสหพันธ์จักรยานแห่งนานาชาติ หรือ UCI

ประเภทของการแข่งขันกีฬาจักรยาน

การแข่งขันจักรยานภายในหรือประเภทลู่

การแข่งขันประเภทนี้จะแข่งขันในเวโลโดรมเป็นหลัก ผู้คนมักจะให้ความสนใจน้อย เพราะขาดความตื่นเต้นและเร้าใจ ไม่เหมือนกับการแข่งขันปั่นจักรยานในสนามแจ้ง แต่ต่างประเทศนิยมกันมาก และมีการจัดแข่งขันถ่ายทอดกันทางโทรทัศน์อยู่เสมอ

การแข่งขันจักรยานประเภทถนน

จะต้องใช้ความอึด และพละกำลังอย่างเต็มที่สำหรับการปั่นประเภทนี้ เพราะเป็นการปั่นกันเป็นกลุ่ม โดยผู้จัดการแข่งขันประเภทถนนนี้ต้องการให้เห็นถึงสมรรถนะของจักรยานที่สามารถปั่นได้ในระยะยาวหลายชั่วโมง

การแข่งขันจักรยานแบบเสือภูเขา

องค์ประกอบหลักคือจะต้องเป็นลักษณะการแข่งในเส้นทางที่เป็นขึ้นลงเนิน ในทุ่งและป่า ยางมะตอยและทางเรียบ โดยนักปั่นจะต้องมุ่งที่เส้นชัย โดยไม่สนสภาพดินฟ้าอากาศใด ๆ ทั้งสิ้น

การแข่งขันจักรยานแบบบีเอ็มเอ็กซ์หรือจักรยานวิบาก

การแข่งขันประเภทนี้ นักปั่นจะต้องเอาชนะอุปสรรคของเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น สิ่งกีดขวางหลายชนิด เส้นทางที่โค้งอันตราย และสนามแข่งที่กะทัดรัด ให้นักปั่นได้ฝ่าฝันกว่าจะไปถึงจุดเส้นชัย

การปั่นจักรยานนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายช่วงล่างของร่างกายช่วง ขา เอว สะโพก ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยในเรื่องระบบหายใจให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และการปั่นจักรยานยังเพิ่มระดับฮอร์โมนแอนดอร์ฟิน สารแห่งความสุข ลดความเครียด แถมยังช่วยเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดี สร้างกล้ามเนื้อขาให้เรียวกระชับขึ้น

post

กีฬาว่ายน้ำ บริหารปอด ได้สุขภาพดี

ถ้าพูดถึงการว่ายน้ำ น้อยคนนักที่จะว่ายน้ำไม่เป็น การว่ายน้ำเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ในสมัยอดีตบรรพบุรุษที่ตั้งรกรากอยู่ใกล้ทะเลหรือแม่น้ำ จะใช้การว่ายน้ำในการหาอาหาร เช่น ปลา หอย หรือสัตว์ทะเลอื่น ๆ การว่ายน้ำในสมัยก่อนยังเป็นการป้องกันตัวจากภัยธรรมชาติ การหลบหลีก การว่ายข้ามฝั่ง จนมาสู่ปัจจุบันกลายมาเป็นกีฬาว่ายน้ำที่ผู้คนนิยมและให้ความสนใจกันมาก เพราะมองว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ในยิมหรือฟิตเนสก็จะมีสระว่ายน้ำไว้คอยบริการ และยังมีโรงเรียนเปิดสอนว่ายน้ำสำหรับเด็กผุดขึ้นมาอีกหลายที่ด้วยในปัจจุบัน

ท่าว่ายน้ำ 4 ท่าหลัก ๆ

1. การว่ายแบบฟรีสไตล์ เป็นการว่ายที่เร็วที่สุด และไม่จำกัดท่า โดยนอนคว่ำหน้าลงในน้ำ และหมุนแขนทั้งสองข้างผ่านน้ำอย่างต่อเนื่อง ขาจะต้องเตะขึ้นลงเพื่อให้สัมพันธ์กับแขน และพาตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ส่วนการหายใจให้หายใจเมื่อหน้าหมุนไปด้านข้าง

2. การว่ายแบบกรรเชียง เป็นท่าที่ง่ายกว่าท่ากบและท่าผีเสื้อ เพราะเป็นการนอนหงาย หายใจได้สะดวกกว่า แต่จะไม่สามารถมองเห็นข้างหน้า ท่านี้ไม่ค่อยนิยมในหมู่นักว่ายน้ำสักเท่าไร แต่ก็ถูกบรรจุให้เป็นท่าในการแข่งขันกีฬา

3. การว่ายแบบกบ เป็นท่าที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายช่วงล่างตั้งแต่ข้อเท้าไปจนถึงสะโพก เป็นการใช้กำลังขามากกว่ากำลังแขนในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าถึง 70 % การว่ายท่ากบเป็นท่าว่ายน้ำที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะใช้ความรวดเร็วของกำลังขา หากกระชากหัวเข่าผิดจังหวะ ก็อาจทำให้บาดเจ็บได้

4. การว่ายแบบผีเสื้อ การว่ายน้ำท่านี้จะต้องใช้กำลังมากที่สุด มีความเร็วเป็นอันดับสองจากท่าฟรีสไตล์ และถ้าหากว่ายเก่งจนชำนาญสามารถที่จะว่ายท่าผีเสื้อจี้ติดไล่ท่าฟรีสไตล์ได้เลย ท่านี้จะต้องเป็นคนที่มีกล้ามเนื้อหัวไหล่แข็งแรง รวมถึงกล้ามเนื้อหน้าอกและขา เราจะสังเกตเห็นนักกีฬาว่ายน้ำประเภทนี้ ที่มีหุ่นเหมือนสามเหลี่ยมกลับหัว

ประเภทของกีฬาว่ายน้ำ ที่ใช้ในการแข่งขัน

ท่าฟรีสไตล์ 50, 100, 200, 400, 800 และ 1,500 เมตร 

ท่ากรรเชียง 100 และ 200 เมตร

ท่ากบ 100 และ 200 เมตร

ท่าผีเสื้อ 100 และ 200 เมตร

เดี่ยวผสม 200 และ 400 เมตร 

ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 100 และ 4 x 200 เมตร

ผลัดผสม 4 x 100 เมตร

ประโยชน์ต่อสุขภาพของการว่ายน้ำ

การว่ายน้ำเป็นการบริหารทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เลือดสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะอย่าง แขน ขา ได้เต็มที่ ทั้งยังได้ฝึกการหายใจที่ดีต่อปอด การว่ายน้ำเป็นประจำยังช่วยชะลอความชราก่อนวัยอันควร และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ กล้ามเนื้อตาย การว่ายน้ำยังต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานของน้ำ เพียงแค่ว่ายน้ำ 30 นาที เท่ากับการออกกำลังบนบก 1 ชั่วโมง จึงใช้เวลาในการเผาผลาญแคลอรี่ได้น้อย แต่ได้ผลกว่ามาก

สำหรับใครที่อยากจะว่ายน้ำและเลือกวิธีออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ ควรจะเลือกสถานที่ที่มีความปลอดภัยและมีมาตรฐานในการรักษาความสะอาด เพราะสระว่ายน้ำสาธารณะที่เปิดให้บริการ ย่อมมีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามาปะปนว่ายในสระเดียวกัน เสี่ยงต่อเชื้อโรคและจุนลินทรีย์ต่าง ๆ และไม่ควรใช้เวลาในการว่ายน้ำนานเกินไป หากคนที่มีโรคประจำตัวหรือไวต่อความชื้น อาจทำให้ไม่สบายได้

post

กีฬายกน้ำหนัก จอมพลัง สุดยอดของความแข็งแกร่ง

ยกน้ำหนัก ได้ถูกจัดให้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ใช้พละกำลังในการยกก้อนน้ำหนักทั้งสองข้างที่ถ่วงอยู่บนคานเหล็กทั้งสองข้าง ตัดสินผลแพ้ชนะโดยผู้ที่ยกน้ำหนักได้มากกว่า กีฬาประเภทนี้ไม่ใช่ประเภทที่จะใช้ออกกำลังกายกันได้ง่าย ๆ แต่เห็นจะมีใกล้เคียงก็คือการยกเวทในยิมสำหรับผู้ชายที่เล่นกล้าม เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้ออกให้ดูแน่น และร่างกายช่วงบริเวณอกดูหนา ตัวใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่ใช่น้ำหนักที่มากเหมือนที่กำหนดไว้สำหรับการแข่งขัน เรามาดูรายละเอียดของกีฬาประเภทนี้กันดีกว่า ว่ามีที่มาอย่างไร และการแข่งขันมีกติกาอย่างไรบ้าง

ที่มาของกีฬายกน้ำหนัก

แต่เดิมตามประวัติแล้ว ไม่ได้เป็นกีฬามาก่อน แต่เป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งของคนในหมู่บ้านของผู้ชายในยุคโบราณ ซึ่งการยกของหนักโชว์พลังนี้ สื่อความหมายไปในทางเกี้ยวพาราสีให้กับผู้หญิงด้วย เพราะความแข็งแกร่งของผู้ชายสมัยอดีต หมายถึงการมีภาวะผู้นำ ความแข็งแกร่ง ดูแลครอบครัวและปกป้องคนที่รักได้ด้วย การวัดความแข็งแกร่งในสมัยนั้นมีหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น การแบกกระสอบทราย การยกหิน การยกเหล็ก ทุ่มเหล็ก เป็นต้น ต่อมาจึงได้วิวัฒนาการเป็นเป็นแบบคานเหล็ก ที่มีลูกเหล็กถ่วงคานทั้งสองข้างไว้ โดยจะมีการเพิ่มน้ำหนักของลูกเหล็กให้จนกว่าจะยกธงขาว

ในประเทศไทยได้ก่อตั้งสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2501 โดยมีวัตถุประสงค์เผยแพร่กีฬายกน้ำหนัก และสนับสนุนให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬายกน้ำหนักกันมากขึ้น จนปัจจุบันทำให้มีนักกีฬายกน้ำหนักฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันในเอเชียนเกมส์ โอลิมปิก และระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแข่งขันโอลิมปิกที่ผ่านมา ก็มีนักกีฬายกน้ำหนักชาวไทย คว้าเหรียญทองมาครอง สร้างชื่อเสียงและเป็นเกียรติให้แก่ประเทศไทย

กติกาของกีฬายกน้ำหนัก

1. อนุญาตให้จับแบบฮุคได้ คือการจับคานหามลูกเหล็ก โดยใช้นิ้วมือกดข้อปลายหรือข้อสุดท้าย

2. ในการตัดสินว่ายกไม่ผ่าน ต้องให้นักกีฬายกคานเหล็กถึงระดับเข่าแล้วก่อนที่จะให้มีผลว่ายกไม่สำเร็จ

3. หลังจากมีสัญญาณจากผู้ตัดสินให้ยกคานลงพื้นแล้ว ให้ลดคานลงมาระดับเอวด้านหน้าของตน ห้ามมีการโยนหรือกระแทกลงพื้น (เพราะเหตุว่าหนัก) ไม่ว่าด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม

4. หากสรีระของผู้เข้าแข่งขันกีฬายกน้ำหนักไม่สามารถยืดแขนให้ตรงสุดได้ ต้องแจ้งให้คณะกรรมการตัดสินทั้งสามท่านและผู้ควบคุมดูแลการแข่งขันให้ทราบก่อน 

5. อนุญาตให้ใช้เฉพาะผลทากันลื่นที่หน้าขา และฝ่ามือได้ นอกเหนือจากนั้น การใช้แป้ง น้ำ น้ำมัน ไขมัน หรือสิ่งที่ช่วยให้เกิดความลื่นที่หน้าขา ถ้าตรวจพบจะถูกตักเตือนและให้เช็ดออกโดยทันที

หากใครที่สนใจอยากหันมาออกกำลังกายด้วยการยกเวท หรือลูกเหล็กเหมือนการยกน้ำหนักของนักกีฬา ควรจะเริ่มที่น้ำหนักเบาที่สุด และไม่ควรใช้เวลาในการยกนานเกินไปสำหรับมือสมัครเล่น เพราะร่างกายที่ไม่คุ้นชินกับการยกของหนัก อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ เจ็บระบมไปหลายวันได้ ควรจะเข้ายิมและให้เทรนเนอร์คอยควบคุมและให้คำแนะนำในการฝึกเล่นจะดีกว่า

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/photos/man-person-power-strength-strong-1282232/

post

เรื่องน่ารู้ของกีฬาวอลเลย์บอล

กีฬาวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่ดูคุ้นเคยสำหรับคนไทยมายาวนาน แม้ต้นกำเนิดของกีฬาประเภทนี้จะไม่ได้เริ่มต้นที่ประเทศไทยเราก็ตาม แต่ก็มีผู้นิยมและสนใจวอลเลย์บอลอยู่ไม่น้อย จะเห็นได้จากวิชาพละศึกษาแต่ละโรงเรียนก็มีกีฬาวอลเลย์บอลอยู่ในหลักสูตร หรือแม้จะสนามกีฬาสาธารณะ โรงยิม ก็ยังมีสนามสำหรับการฝึกซ้อมและเล่นกีฬานี้ วอลเลย์บอลเป็นกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานความสามัคคี เพราะเล่นกันเป็นทีม และมีทักษะในการเล่นกับลูกบอลให้โต้ไปยังฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีเสน่ห์ เรามาดูถึงที่มาของกีฬาวอลเลย์บอลและประโยชน์ข้อดีของกีฬาประเภทนี้กัน

จุดเริ่มต้นของวอลเลย์บอล

กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) ได้เริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) ที่มีแนวความคิดอยากจะให้ฤดูหนาวมีกีฬากลางแจ้ง เพื่อเป็นการออกกำลังกายและผ่อนคลายอากาศที่เย็นเฉียบยามหิมะตก ไอเดียนี้มาจาก นายวิลเลียม จี. มอร์แกน (William G. Morgan) ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม Y.M.C.A. (Young Men’s Christian Association) ในขณะที่กำลังนั่งดูการแข่งขันกีฬาเทนนิส จากเป้าหมายที่อยากให้เป็นการออกกำลังกายสำหรับครอบครัว ไว้เล่นเพื่อความสนุกในยามฤดุหนาว จึงกำหนดให้มีผู้เล่นมากกว่า 1 คน และใช้ลูกตีโต้ตอบกันไปมา โดยไร้อุปกรณ์ตัวช่วย โดยครั้งแรกชื่อของวอลเลย์บอลมีชื่อเดิมว่า มินโทเนตต์ (Mintonette) แต่ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาในภายหลัง เพื่อให้ดูเข้ากันกับลักษณะของลูกบอลนั่นเอง

กติกาในการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอล

– ผู้เล่นจะมีไม่เกิน 12 คน และลงสนามครั้งละ 6 คน อยู่หน้าตาข่าย 3 คน และหลังสนามอีก 3 คน และสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นจำนวนกี่คนก็ได้ และผู้เล่นที่ถูกเปลี่ยนตัวออก สามารถกลับเข้ามาเล่นใหม่ได้

– การแต่งกายสำหรับผู้เล่นในทีม จะต้องแต่งกายให้เหมือนกันทั้งทีม และจะต้องติดหมายเลขกำกับไว้ที่เสื้อ กำหนดหมายเลขที่ติดเสื้อมีแค่ 1 – 18 เท่านั้น ส่วนกัปตันทีมจะต้องติดแถบผ้าขนาด 8×2 เซนติเมตร ตรงบริเวณอกด้วย

– ในการขอเวลานอก จะได้ครั้งละ 30 วินาที จำนวน 2 ครั้ง ภายใน 1 เซต

– ทุกครั้งที่มีการจบในแต่ละเซต จะต้องมีการเปลี่ยนฝั่ง

– การคิดคะแนน จะนับคะแนนเมื่อลูกตกในเขตสนามของฝ่ายตรงข้าม โดยนับเป็น 1 คะแนน หากฝ่ายใดเสียคะแนน จะต้องเปลี่ยนให้ฝ่ายที่ได้คะแนนเป็นผู้เสิร์ฟลูกบอล

– การแข่งขันจะมีอยู่ด้วยกัน 5 เซต และต้องชนะ 3 ใน 5 เซต จึงจะชนะในเกม ส่วนแต้มคะแนน ทีมไหนทำคะแนนได้ถึง 25 คะแนนก่อน จะเป็นผู้ชนะในเซตนั้น หากมีการเสมอกันอยู่ที่คะแนน 24 เท่ากัน ต้องทำการดิวซ์ (Deuce) เพื่อให้ได้มากกว่าอีกฝ่าย 2 คะแนน

ประโยชน์ของกีฬาวอลเลย์บอล จากข้อมูลสถิติของนักกีฬา กีฬาประเภทนี้ช่วยยืดความสูงให้กับนักเล่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเด็ก ๆ ในวัยที่กำลังโต เพราะแม้จะเห็นว่าไม่ค่อยมีการกระโดดบ่อย แต่ถ้าสังเกตการเล่นดี ๆ จะแฝงไปด้วยทักษะการเขย่ง การดีดตัว เพื่อโต้ลูกบอลไปยังฝ่ายตรงข้าม และไม่ใช่แค่ความสูงของร่างกายที่จะได้มา ยังเป็นการยืดกล้ามเนื้อแทบทุกส่วน ทำให้ร่างกายมีสมรรถนะที่แข็งแรง เผาผลาญพลังงาน เสียเหงื่อแต่ได้สุขภาพดีกลับมา

post

“มวยไทย” จากศิลปะป้องกันตัว สู่การออกกำลังกายของคนยุคใหม่

มวยไทย เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลที่แน่ชัดถึงความเป็นมาตั้งแต่แรกเริ่มว่าตั้งแต่ยุคใด ปี พ.ศ. ใด คงมีเพียงแต่การจารึกในประวัติศาสตร์ที่ได้มีการเอ่ยถึงเท่านั้น ในอดีตมวยไทยได้ฝึกฝนให้แก่ทหารเพื่อทำการออกรบไว้ป้องกันตัว แล้วจึงเริ่มถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานฝึกไว้เพื่อใช้ป้องกันตัว จนเริ่มกลายมาเป็นกิจกรรมการแข่งขันเพื่อความบันเทิงและวงการพนันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย และเป็นการอนุรักษ์ศิลปะการป้องกันตัวนี้ และในปัจจุบันมวยไทย ก็เป็นเกมกีฬา มีการแข่งขัน มีค่ายฝึกสอน มีการเผยแพร่ให้คนต่างชาติเข้ามาเรียนรู้ศิลปะที่เป็นมรดกของชาติไทยนี้ จนได้รับความนิยมและมีการรับวางเดิมพันได้ทุกเวทีมวย

เสน่ห์ของ “มวยไทย” โดนใจคนรักสุขภาพ

ด้วยท่วงท่าที่หลากหลาย ใช้อวัยวะเกือบทุกส่วนในการเคลื่อนไหว คนยุคใหม่จึงนำกีฬา “มวยไทย” มาประยุกต์ให้เป็นการออกกำลังกายอีกรูปแบบหนึ่ง โดยสังเกตได้จากเริ่มมีโรงยิม ฟิตเนสต่าง ๆ มีเทรนเนอร์คอยดูแลและช่วยสอนการออกกำลังกายด้วยกีฬามวยไทยกันมากขึ้น มีการเปิดคอร์สสอนทักษะให้ทั้งสำหรับคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย และสำหรับเด็ก

ศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยไทย เป็นทั้งเชิงรุกและรับ และมีลูกเล่นจากการใช้ร่างกายโดยปราศจากอาวุธ แต่สามารถปราบศัตรูได้อยู่หมัด หากจับจังหวะได้ถูกและรวดเร็วก็น็อคคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย และนี่ก็เป็นจุดที่น่าสนใจทำให้ผู้คนหันมานิยมฝึกการชกมวย นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังสามารถใช้ป้องกันตัวในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินได้

ข้อดีของการออกกำลังกายด้วยมวยไทย

ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที เราจะเรียนรู้และได้อะไรจากการฝึกมวยไทยบ้าง และมีดีต่อร่างกายอย่างไร อย่างแรกเลยก็คือได้สมาธิ การต่อสู้แบบมวยไทย เป็นการเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสจู่โจมกันได้ง่ายในระยะประชิดตัว การมีสมาธิจดจ่อต่อคู่ต่อสู้ ทำให้สามารถตั้งรับหมัดหรือมองเห็นช่องทางการโจมตีได้ในทุกรูปแบบ

อย่างที่สอง ได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน อาวุธในการโจมตีของมวยไทย ใช้ได้ทั้ง หมัด เข่า ศอก เท้า มีลูกเล่นที่พริ้วไหวและการฮุกอย่างมีศิลปะ ยืดเส้นกันทุกส่วนแบบนี้ก็เหมือนกับการเล่นคาร์ดิโอนั่นเอง ทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายมีความแข็งแรงขึ้น และเป็นการเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าการวิ่งหรือการปั่นจักรยาน

อย่างสุดท้ายคือการปรับความไวของร่างกายต่อการตอบสนองได้รวดเร็วมากขึ้น เพราะการจู่โจมคู่ต่อสู้ด้วยมวยไทย มีความสลับซับซ้อน จากท่าหนึ่งสามารถพลิกแพลงต่อไปอีกท่าหนึ่งได้ การที่เราได้ฝึกกีฬาชกมวยเป็นประจำ ทำให้สามารถอ่านเกมออก และตั้งรับพร้อมจู่โจมได้รวดเร็วและเอาชนะคู่ต่อสู้ได้

ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของเราจริง ๆ สำหรับการส่งต่อมวยไทยที่เป็นมรดกศิลปะการต่อสู้ ทั้งได้ความสนุกสนาน ผ่อนคลาย มีสุขภาพแข็งแรง มีสมาธิดีขึ้น และยังสามารถนำมาปรับใช้ไว้ป้องกันตัวสำหรับเหตุการณ์อันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้อีกด้วย

post

ฟุตซอล ฟุตบอลโต๊ะเล็กที่คนไทยให้ความสนใจเป็นอย่างสูง

เวลาเราจะเล่นกีฬา เรื่องของสถานที่นั้นมีส่วนสำคัญในการเล่นไม่น้อย เพราะการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายจะต้องมีการเคลื่อนไหว จึงต้องมีการใช้พื้นที่ กีฬาอย่างฟุตบอลนั้นเล่นกันเป็นทีม ทีมละ 11 คน จึงต้องใช้สนามที่ใหญ่ ซึ่งอย่างในประเทศไทยเราสนามฟุตบอลก็มีอยู่ไม่กี่แห่ง สำหรับในต่างประเทศ เรื่องข้อจำกัดของสนามอาจจะน้อยกว่าบ้านเรา แต่ก็จะมีข้อจำกัดเรื่องสภาพภูมิอากาศ อย่างบางทีอากาศหนาวจัดมีหิมะตก จึงไม่สามารถออกมาเล่นฟุตบอลได้ ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ ทำให้มีการคิดค้นรูปแบบการเล่นฟุตบอลในร่ม และลดขนาดทีมให้เล็กลงเหลือทีมละ 5 คนขึ้นมา แล้วเรียกเกมฟุตบอลในร่มขนาดย่อมลงมานี้ว่า “ฟุตซอล” ซึ่งวันนี้จากกีฬาพื้นบ้านก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งกีฬาในระดับสากลไปแล้ว

รู้เรื่องฟุตซอลในมุมมองที่กว้างขึ้น

ด้วยรูปแบบการเล่นของฟุตซอลก็เหมือนกับฟุตบอลปกติ แต่ขนาดย่อมเยากว่า จึงทำให้กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงในอาเซียนและในประเทศโซนอเมริกาใต้ เนื่องจากว่าประเทศต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ส่วนใหญ่จะมีประชากรในประเทศหนาแน่น ทำให้เรื่องพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดแข่งขันกีฬา ซึ่งฟุตซอลถือว่าตอบโจทย์ได้ในเรื่องนี้ จึงทำให้กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมในอาเซียนและประเทศทางอเมริกาใต้ สำหรับประเทศที่นำฟุตซอลมาแข่งขันกันอย่างเป็นทางการประเทศแรก ๆ ก็คือ อุรุกวัย คนไทยเราเรียกฟุตซอลว่า “ฟุตบอลโต๊ะเล็ก” ซึ่งฟุตบอลโต๊ะเล็กอย่างนี้ก็เป็นเวทีที่สร้างสุดยอดนักเตะระดับโลกมาแล้วหลายคน อย่างไข่มุกดำ เปเล่ หรือโซคราเตส ต่างก็เคยเป็นนักเตะฟุตซอลมาก่อนทั้งนั้น กีฬาชนิดนี้จึงเสมือนเวทีฝึกฝนทักษะฟุตบอลชั้นเยี่ยม และยังตอบโจทย์ข้อจำกัดกันมากมายของฟุตบอลได้เป็นอย่างดีด้วย

จุดเริ่มต้นฟุตซอลในประเทศไทย

สำหรับฟุตซอลในประเทศไทยจริง ๆ ก็มีมานานแล้ว เพียงแต่อาจจะเป็นการเล่นในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ พอทางต่างประเทศกำหนดรูปแบบกติกาการเล่นแบบสากลออกมา ไทยเราจึงมีการผลักดันฟุตบอลโต๊ะเล็ก จากการเล่นข้างทาง ขึ้นมาสู่การเล่นอินดอร์ในร่มอย่างเต็มตัว แถมยังมีโต๊ะรับพนันเกิดขึ้นมากมายอีกด้วย ซึ่งมีการจัดแข่งขันฟุตซอลอย่างเป็นทางการในรูปแบบการเล่นระดับสากลครั้งแรกในปี พ.ศ.2540 การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมฟุตบอล ภาคประชาชน และภาคเอกชนต่างร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้ฟุตซอลไทยไปสู่ระดับสากลให้ได้ จึงได้มีการจัดแข่งกำหนดกติกาตามแบบสากลขึ้นมา คือ ให้มีนักเตะทีมละ 5 คน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับดีทีเดียว และเมื่อเป็นกีฬาที่คนไทยให้ความสนใจและได้รับความนิยมมากพอสมควร จึงมีการทุ่มงบเร่งผลักดัน จนในอีก 3 ปีถัดมาไทยก็ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดศึกแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์เอเชียด้วย ซึ่งในรายการนี้ไทยก็ทำได้ดี คว้าอันดับ 3 มาครอง นี่จึงเป็นการสะท้อนว่าไทยเรามีความหวังกับฟุตซอลไม่น้อยนับเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ไทยเราโชว์ฝีเท้าทำผลงานเยี่ยมในระดับเอเชียเลยทีเดียว

อาจเป็นเพราะบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมหลาย ๆ อย่างที่ส่งเสริมให้ฟุตซอลไทยเรามีความพร้อมและความโดดเด่นขึ้นมา นั่นจึงทำให้ฟุตซอลนับเป็นกีฬาลูกกลม ๆ อีกหนึ่งชนิดที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย ซึ่งกีฬาชนิดนี้ก็หานักกีฬาในระดับเยาวชนที่จะมาปั้นเป็นดาวรุ่งได้ง่ายด้วย ไทยเราจึงต้องเอาใจช่วยผลักดันกีฬาชนิดนี้ให้ไปให้ไกลกว่านี้ไม่แน่ไทยเราอาจเป็นเจ้าและสุดยอดแชมป์ของกีฬาชนิดนี้ก็ได้

post

อยากเอาจริงเอาจังกับ ฟุตซอล ต้องเริ่มต้นจากทักษะพื้นฐานที่ดี

จริง ๆ แล้วฟุตซอลก็คือ การเล่นฟุตบอลกันดี ๆ นี่เอง เพียงแต่รูปแบบสนามและวิธีการเล่นจะเปลี่ยนไปบ้างเนื่องจาก ขนาดสนามเล็กลง จำนวนผู้เล่นน้อยลง จึงทำให้เกมเกิดการเล่นที่รวดเร็ว การยิ่งประตูเกิดขึ้นได้ง่าย สไตล์ของฟุตซอลจึงเป็นเกมเร็ว กระชับ ทำประตูกันได้ภายในเสี้ยวนาที ทักษะการเล่นจึงมีความแตกต่างกับการเล่นฟุตบอลอยู่พอสมควร แต่ใครที่อยากเล่นฟุตซอลให้เก่ง ทักษะพื้นฐานเรื่องของการเล่นบอลนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมีการฝึกฝนทักษะพื้นฐานเหล่านี้กันให้ดี ถึงจะทำให้การเล่นฟุตซอลของคุณออกมาดี ที่สำคัญการฝึกฝนนี้จะฝึกเพียงใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝนทักษะเหล่านี้กันทั้งทีม เพื่อทุกคนในทีมสามารถที่จะเล่นเข้าขากัน มาดูกันดีกว่าว่ามีทักษะพื้นฐานอะไรบ้างที่นักฟุตซอลควรจะต้องรู้

ทักษะสำคัญในการเล่นฟุตซอลที่ 1 – ทักษะในการควบคุมลูกบอล

การควบคุมลูกบอลหรือการบังคับบอลให้ได้ดั่งใจนั่นเป็นสิ่งสำคัญมากในการเล่นฟุตซอล สิ่งแรกที่คุณควรจะต้องเริ่มฝึกฝนเลยก็คือ

  • สร้างความคุ้นเคย – เป็นการทำให้ร่างกายเคยชินกับลูกฟุตบอล การฝึกฝนก็ทำได้หลายรูปแบบตั้งแต่ การวางเท้าบนลูกฟุตบอล จากนั้นลองคลึงลูกบอลไปทั่วทั้งเท้า สลับหน้าหลังบ้าง สลับด้านนอกด้านในซ้ายขวาบ้าง โดยให้เริ่มทำแบบอยู่กับที่ก่อน พอเริ่มชินก็ให้ลองเคลื่อนที่ช้า ประคองลูกบอลไว้โดยให้คลึงบอลไว้เหมือนเดิม หลังจากนั้นลองเปลี่ยนมาใช้ฝ่าเท้าตบลูก เริ่มจากเบา ๆ ไปหาหนักจนลูกบอลกระดอนขึ้นลง ทำซ้ายขวาสลับกัน
  • ควบคุมและหยุดบอล – การหยุดบอลนั้นทำได้หลายวิธีมาก ตั้งแต่การหยุดด้วยฝ้าเท้า หยุดด้วยเท้าด้านใน หยุดด้วยเท้าด้านนอก หยุดด้วยเข่าหรือหน้าขา หยุดด้วยหลังเท้า เริ่มต้นฝึกก็อาจจะเตะและวิ่งตามบอลไปหยุดบอลด้วยส่วนต่าง ๆ ที่กล่าวมา และถ้าเป็นการซ้อมกับเพื่อนก็ให้ส่งลูกกันและหยุดบอลด้วยส่วนต่าง ๆ ดู ก็จะทำให้ควบคุมบอลได้ดีขึ้น

ทักษะสำคัญในการเล่นฟุตซอลที่ 2 – การทรงตัวและการเคลื่อนที่

  • การทรงตัว – ทักษะนี้เป็นพื้นฐานของกีฬาทุกชนิด สำหรับฟุตซอลแล้วการฝึกก็ง่าย ๆ ให้ใช้เท้าทรงตัวในลักษณะที่แตกต่างกันไป ทรงตัวด้วยเท้าทั้งสอง หรือสลับเท้าใดเท้าหนึ่งยกพ้นพื้นบ้าง วิ่งตามฟุตบอลบ้าง วิ่งซิกแซ็กบ้าง ก็จะช่วยให้เวลาเล่นจริงเราสามารถทรงตัวในมุมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  • การเคลื่อนที่ – การฝึกก็ทำได้หลายแบบง่ายที่สุดก็คือ ให้วางลูกบอลไว้ข้างหน้าให้ห่างจากเท้าไปเล็กน้อย ลองถ่ายน้ำหนักไปที่ทิศทางที่จะเคลื่อนที่ จากนั้นเคลื่อนที่ให้เร็วไปหาบอลที่วางไว้ ฝึกสลับไปมาหลาย ๆ ทิศทางก็จะทำให้เคลื่อนที่ได้คล่องตัว

เหล่านี้เป็นแนวทางฝึกฝนทักษะพื้นฐานเบื้องต้นในการเล่นฟุตซอล ซึ่งใครที่สนใจอยู่แล้วและต้องการแบบฝึกหัดเอาไปใช้ฝึกฝนตนเองและทีมก็ลองนำพื้นฐานเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้เลย เชื่อว่าคงจะทำให้ทักษะการเล่นฟุตซอลของคุณและทีมดีขึ้นอย่างแน่นอน

post

กรีฑา กีฬายอดนิยมของคนทั่วโลกที่มีตำนานถึงยุคกรีกโรมัน

มนุษย์เรามีการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นธรรมดาของชีวิตอยู่แล้ว เราต้องเดินต้องวิ่งหรือกระโดดกันเป็นชีวิตประจำวันกันมาตั้งแต่มนุษย์ยุคเริ่มแรกถือกำเนิด เพียงแต่ว่า เราไม่ได้มีการกำหนดเป็นรูปแบบการแข่งขันกันอย่างชัดเจน ซึ่งทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายพื้นฐาน อย่างเดิน วิ่ง กระโดด การโยน พุ่ง ทุ่มเหล่านี้ เริ่มมีการนำมาจัดเป็นหมวดหมู่และทำการแข่งขันกันในตอนที่มนุษย์เริ่มมีอารยธรรม ซึ่งมีการสันนิษฐานกันว่า เริ่มต้นให้มีการจัดแข่งขันกันในยุคกรีกโรมัน ที่กล่าวมานี้ก็คือ จุดเริ่มต้นของกีฬายอดนิยมทั้งของไทยและสากลอย่าง “กรีฑา” นั่นเอง

กรีฑาเคยเป็นหนึ่งในพิธีกรรมในการบางสรวงเหล่าทวยเทพ

จริง ๆ แล้วการกำเนิดขึ้นของกีฬากรีฑานั้นอาจจะเก่าแก่และย้อนไปไกลกว่ายุคกรีกโรมันก็เป็นไปได้ เพียงแต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้ชัดเจนและเราก็ไม่มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่ากว่ายุคกรีกโรมัน เราจึงสันนิษฐานจุดตั้งต้นของกรีฑาว่าเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในช่วง 776 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งในตอนนั้นชาวกรีกไม่ได้จัดเป็นการแข่งขันเหมือนในปัจจุบัน กรีฑาในยุคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมการบวงสรวงเทพเจ้า ที่พวกเขาเชื่อว่าทรงสถิตอยู่ ณ เทือกเขาโอลิมปัส การให้เกียรติแก่เทพเจ้า มนุษย์จึงควรมีการละเล่นเพื่อถวายแด่เทพ อีกทั้งทางฝั่งกษัตริย์แห่งกรีกในยุคนั้นเองก็เป็นห่วงเรื่องสุขภาพพลานามัยของประชาชน เพราะบางปีก็จะมีโรคระบาด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเกิดขึ้นเพราะเทพเจ้าพิโรธ จึงคิดกันว่าวิธีการที่จะทำให้เทพเจ้าพอใจก็ต้องมีการจัดการเล่นกีฬา ก็คือ การแข่งขันกรีฑานั่นเอง

ในตอนนั้นกรีฑาก็มีการแบ่งประเภทออกมาเป็น 5 ประเภทแล้ว นั่นคือ จะมีการวิ่ง การแข่งกระโดด มีการพุ่งแหลม ขว้างจักร และมีมวยปล้ำอยู่ด้วย แต่ในเวลาต่อมาเมื่อกรีกเสื่อมอำนาจและต้องมาอยู่ใต้การควบคุมของชาวโรมัน การเล่นกรีฑาก็เสื่อมความนิยมลงไป ส่วนหนึ่งเพราะชาวโรมันไม่นิยมให้ชาวเมืองเล่นเนื่องจากกีฬามีส่วนเกี่ยวพันกับการเล่นพนัน นั่นจึงทำให้กรีฑาเริ่มถูกลืมเลือนไปในช่วงโรมันเรื่องอำนาจ

การกลับมาอีกครั้งของกรีฑาในฐานะกีฬาสำคัญของโอลิมปิก

คิดเป็นระยะเวลาร่วม 1500 ปีเลยทีเดียวที่กรีฑาถูกกลบไว้ให้หลับใหลอยู่แบบนั้น หลังจากโรมันล่มสลาย สงครามเกิดขึ้นอีกหลายครั้งมากมาย แต่ในเวลาต่อมาชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งก็เป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาคมโลกได้หันมาสนในเรื่องกีฬา และเขามีความคิดที่จะฟื้นฟูนำกีฬาโบราณกลับมา แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับและมีการสานต่อไปในระดับโลก หลาย ๆ ประเทศเริ่มเกิดการประชุมและลงความเห็นว่าควรจะให้มีกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ให้กีฬาเป็นสิ่งสานสัมพันธ์ประเทศต่าง ๆ ในโลก จึงทำให้เกิดการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ซึ่งทุกฝ่ายลงความเห็นว่ากีฬาหลักที่จะนำมาแข่งกันในโอลิมปิกก็ควรจะเป็นกีฬาที่ถูกฝังกลบไว้นานนับพันปีอย่างกรีฑานั่นเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นการคืนชีพของกรีฑา และในประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลการแข่งขันนี้มาจากประเทศตะวันตก ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งพระบรมวงศานุวงศ์ยังให้ความสนใจและให้การสนับสนุน นั่นจึงทำให้เรามีนักกรีฑารุ่นใหม่ ๆ อยู่มาโดยตลอดเวลา

การเล่นกรีฑานั้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการแข่งขันเท่านั้น แต่สำหรับบุคคลทั่วไปในไทย ก็มีความผูกพันอยู่กับกรีฑาอย่างไม่รู้ตัว อย่างการวิ่งซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูงมาก มีการจัดเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วย จึงนับว่านี่คือกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาเนิ่นนานจริง ๆ